10 ประโยคเด็ดจากบทประพันธ์โรมิโอและจูเลียตพร้อมความหมาย Blog<
10 ประโยคเด็ดจากบทประพันธ์โรมิโอและจูเลียตพร้อมความหมาย
Thursday, 22 October 2015

น้องๆหลายๆคนคงรู้จักบทประพันธ์จาก วิลเลียม เชคสเปียร์ เรื่อง โรมิโอและจูเลียต ใช่ไหมคะ และหากใครได้ดูหนัง หรืออ่านหนังสือ อาจจะเห็นประโยคหลายๆประโยคที่ค่อนข้างซับซ้อนและแปลเป็นไทยให้เข้าใจยาก วันนี้พี่ๆ RMIT English Worldwide นำ 10 ประโยคเด็ดมาแปลให้เข้าใจกันนะคะ ไปดูกันเลย

1. When I saw you I fell in love, and you smiled because you knew

ประโยคนี้อาจไม่ยากมากสำหรับน้องๆ แต่ในประโยคนี้นั้นมีการใส่ลูกเล่นเข้าไปด้วย ซึ่งความหมายของประโยคนี้คือ

เมื่อฉันเห็นคุณฉันก็ตกหลุมรักคุณทันที แล้วคุณก็ยิ้มเพราะคุณก็รู้อยู่แล้ว

2. It is best to love wisely, no doubt; but to love foolishly is better than not to be able to love at all

ประโยคนี้มีคำที่เป็นจุดสำคัญคือ Love wisely (รักให้ฉลาด) และ Love foolishly (ความรักที่โง่เขลา หรือ รักแบบเด็กๆ)

ซึ่งความหมายจริงๆนั้นคือ

ความรักที่ดีคือจะต้องมีให้พอดี ไม่มากไปหรือน้อยเกินไป แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นความรักที่โง่เขลา แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่มีความรักเลย

3. What’s in a name? That which we call a rose by any other name would smell as sweet

มาถึงประโยคที่ยากแล้วคะ ประโยคนี้อาจทำให้หลายๆคนสับสนว่ามีความหมายอย่างไรกันแน่ แต่จุดสำคัญของประโยคนี้ก็คือ The name we call a rose (ชื่อชื่อหนึ่งที่เราเรียกว่าโรส) By any other name (ถูกเรียกในชื่ออื่น) would smell as sweet (มีกลิ่นหวาน) 

ตอนนี้น้องๆคงงงว่า ชื่อคน มาเกี่ยวอะไรกับ กลิ่มหอมหวาน แต่ในความจริงแล้ว ประโยคนี้พยายามจะบอกว่า ชื่อคนไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ว่าคนๆหนึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรก็ตาม ยังไงก็ยังเป็นคนเดิมที่มีอุปนิสัยเดิมอยู่ดี ซึ่งในประโยคนี้ได้นำคนที่ชื่อโรสมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งไม่ว่าโรสจะถูกเรียกเป็นชื่ออื่น นิสัยของโรสก็ยังเป็นคนดีเหมือนเดิม (ซึ่งก็คือคำว่า Sweet)

4. Everyone has their fate and the more people try to avoid it, the more trouble they get into

ประโยคนี้ถือว่ามีความหมายที่ดีสำหรับน้องๆหลายๆคนนะคะ ส่วนจุดสำคัญนั้นก็คือ Their fate (พรหมลิขิตของแต่ละคน) avoid it (พยายามหลีกเลี่ยง) ฉะนั้นประโยคนี้พยายามจะสื่อว่า ทุกๆคนมีพรหมลิขิตเป็นของตนเอง หลายๆคนพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาแต่กลับกลายเป็นว่าค้นพบปัญหามากกว่าเดิม ปัญหามีไว้แก้ไขนะคะ อย่าไปหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้นะคะ

5. You two are bound to one another. You always have been … and you can’t run away from what you are. No matter where you go, your feelings for her are going to follow you. 

ประโยคนี้อาจจะยาวนิดหน่อยนะคะ แต่จุดสำคัญของประโยคนี้ก็คือคำว่า Bound (ความผูกพัน, โชคชะตาให้มาคู่กัน) 

ซึ่งมีความหมายทั้งหมดว่า

เราทั้งสองคนเกิดมาคู่กัน ไม่สามารถหนีจากกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ความรักที่มีให้ต่อคนคนหนึ่งก็จะตามไปด้วยเสมอ

6. Young men’s love lies not truly in their hearts, but in their eyes.

ประโยคนี้มีคำที่เป็นจุดสำคัญคือ Love lies (ความรักที่ไม่ใช่ความรัก) และ Not truly in their hearts (ไม่ได้มาจากใจจริง) แต่จะเห็นว่าการเอาประโยคสองประโยคนี้ไปแปลในประโยคใหญ่อาจได้ความหมายออกมาที่ค่อนข้างแปลกแต่ความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้นั้นก็คือ ความรักวัยหนุ่มบางครั้งอาจไม่ใช่ความรักที่จริงใจ แต่เป็นความรักที่คิดไปเองว่าใช่

7. What greater punishment is there than life when you’ve lost everything that made it worth living?
ประโยคนี้มีคำที่เป็นจุดสำคัญคือ Greater punishment (บทลงโทษที่ใหญ่หลวง), lost everything (เสียไปหมดทุกสิ่ง) และ worth living (มีคุณค่าที่จะใช้ชีวิตอยู่)ซึ่งความหมายจริงๆนั้นคือไม่มีบทลงโทษที่แย่ไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อเราเสียไปหมดทุกสิ่ง

8. Out of her favour, where I am in love

กลับมาประโยคยากกันอีกครั้งคะ หากดูดีๆประโยคนี้จะเป็นประโยคในแนวที่นักเขียนชอบเขียน คือการเรียงประโยคสลับกันเพื่อให้ได้ความสวยงามในบทกวี ประโยคนี้ถ้านำมาเรียงใหม่และเพิ่มคำเข้าไปจะทำให้ดูง่ายขึ้นดังนี้

(If you asked) where I am in love, but what matters right now, (Is that I am) out of her favour.

คำว่า Favour แปลว่าเป็นที่ชื่นนชอบ ซึ่งประโยคนี้ความหมายก็คือ ความรักที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ใจความสำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือ คนที่เขารักไม่ได้รักเขา

9. If love be rough with you, be rough with love.

จุดสำคัญของประโยคนี้คือคำว่า Rough ซึ่งแปลว่า ขรุขระ หรือรุนแรง แต่เมื่อมาอยู่ในประโยคนี้แล้ว ความหมายของมันคือ หากความรักไม่ราบรื่น ก็ทำให้ชีวิตไม่ราบรื่นตามความรัก เปรียบเสมือนว่า การทำให้สถานการณ์นั้นลงตัว ปรับเข้ากับสถานการณ์ที่ยากๆ

10. O Romeo, Romeo! wherefore art thou Romeo?

ประโยคเด็ดสุดท้ายจะเป็นประโยคไหนไม่ได้นอกจากประโยคที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินจากในภาพยนตร์หรือละครเวทีทั่วโลก แต่น้องๆสังเกตุเห็นไหมคะว่ามีคำว่า “Wherefore” อยู่ ซึ่งคำๆนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมนะคะ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือคำว่า Wherefore ไม่ได้มีความหมายว่า Where (ที่ไหน) เหมือนที่เขียนนะคะ แต่มีความหมายว่า Why คะ หากใครได้ดูภาพยนตร์หรือบทประพันธ์นี้คงจะทราบว่า โรมิโอไม่สามารถแต่งงานกับจูเลียตได้เนื่องจากนามสกุลของโรมิโอ ซึ่งก็คือ Montague (มอน-ทาก) ไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัวจูเลียต

ฉะนั้นประโยคที่ว่านี้ก็มีความหมายว่า

โรมิโอ โรมิโอ ทำไมเจ้าถึงต้องมีชื่อนี้โรมิโอ

เป็นไงบ้างคะ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆไปเยอะเลยหละสิคะ หากใครสนใจอยากลองฝึกภาษาจากบทประพันธ์นี้ก็ไปลองหาอ่านกันดูได้เลยค่า หากมีข้อสงสัยก็มาสอบถามพี่ๆ RMIT English Worldwide ได้ที่ Facebook หรือ Website ได้เลยนะคะ

Others News

 ความคิดเห็นคือหนึ่งในเรื่องที่สำคัญสำหรับการเรียน

4 May 2016

        

บทความแห่งการตัดสินใจ

4 May 2016

    หากต้องตัดสินใจลงคอร์สเรียนสักห

มาทำความรู้จักกับ IELTS เพื่อที่จะได้เข้าใจอย่างมากขึ้น

4 May 2016

        หลายครั้งที่พี่ๆ RMIT